วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

นาคินีราคะเทวี ตอนที่ 03

 

 

           รพินทร์นำคณะเดินทางบ่ายหน้ามุ่งไปยังเขาหัวแร้ง เส้นทางเดินไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ตลอดเส้นทางมีร่องรอยการอพยพหนีของสัตว์ต่างๆอย่างชัดเจน โดยพวกเขาเดินสวนทางกับเส้นทาง
อพยพของพวกมัน เหตุการณ์นี้ก็เป็นทีี่หนักอกหนักใจของเขามาก แต่เขายังไม่พูดออกไปให้กลุ่มนาย
จ้างต้องวิตก สิ่งที่รพินทร์กำลังกลุ้มใจนั่นก็คือ อาหารที่จะมาหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา กำลังจะหมด
ในเที่ยงวันนี้แล้ว และการที่เหล่าสัตว์ใหญ่พากันอพยพไปหมด นั่นย่อมหมายถึงอาหารของพวกเขาก็
อพยพหายไปด้วย ระหว่างการเดินทาง เขาพยายามสอดส่ายสายตาหา แต่ก็ไม่มีร่องรอยว่าจะมีสัตว์
ใหญ่ๆเหลืออยู่เลย คงมีแต่สัตว์เล็กๆจำพวกกระรอกกระแตพอให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มาก เขาคิดว่าถ้า
ตลอดช่วงเช้านี้ไม่พบสัตว์ใหญ่ ในตอนช่วงบ่ายคงต้องสอยพวกสัตว์เล็กๆนี้มาแก้ขัดไปก่อน
            อีกเรื่องหนึ่งก็คือน้ำดื่ม ซึ่งกำลังจะหมดไปในไม่ช้า เพราะเท่าเขาสังเกตุดู นายจ้างทั้ง
หญิงและชายจิบน้ำกันบ่อยมาก คาดว่ายังไม่ถึงเย็นคงต้องมีการร้องขอน้ำสำรองกันแน่ๆ โดยเฉพาะ
แม่ดอกฟ้าดารินของเขานี่จะไปรอดถึงเที่ยงมั้ย แต่เขาก็ไม่โทษเธอเลยเพราะความวิบากของเส้นทาง
ตลอดจนอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้เธอเสียเหงื่อไปมาก ซึ่งก็ต้องกระหายน้ำมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
            เขาก้มหน้าก้มตาเดินจนใกล้เที่ยง แล้วเขาก็สะดุดตากับแสงสะท้อน ที่เขาแน่ใจว่าจะ
ต้องสะท้อนมาจากโลหะแน่นอน เขาจึงเร่งเดินไปเพื่อจะสำรวจดู จนไปถึงเขาก็เห็นเป็นปลอกกระสุน
ไรเฟิ้ล เขาจึงเก็บขึ้นมาแล้วมองหาอีก และเขาก็พบถึงห้าปลอก ลักษณะเหมือนเพิ่งถูกยิงและทิ้งเอา
ไว้ไม่นานนี้เอง อาจจะเป็นเมื่อคืนนี้ หรือไม่ก็เมื่อเช้า เขาจึงหยุดรอขบวนที่ใค้ร่มไม้ใกล้นั้นเอง
           "หยุดทำไมรพินทร์ ยังไม่เที่ยงไม่ใช่เหรอ" เชษฐาร้องถามเมื่อมาถึง
           "สิบเอ็ดโมงสี่สิบนาทีพอดี" ไชยยันบอกเมื่อมาถึง
           พอกลุ่มนายจ้างมาถึงกันครบ รพินทร์ก็แบมือของเขาออก ปลอกกระสุนทั้งห้าก็ปรากฎ
แก่สายตาของทุกคน
           "นี่มันปลอกกระสุนไรเฟิ้ลนี่ คุณได้มาจากไหน" เชษฐาถาม แต่ไม่ทันทีเขาจะตอบอะไร
ดารินก็แทรกเข้ามาขอดูแล้วถามขึ้น
           "ใช่ของพี่กลางมั้ย" ดารินหมายถึง มรว.อนุชา วราฤทธิ์ หรือ พรานชด พี่ชายคนกลาง
ของเธอ ที่เป็นต้นเหตุของการเดินทางในครั้งนี้ เพราะเขาได้เดินทางหายไปในป่าแห่งนี้ คณะนายจ้าง
ของรพินทร์จึงได้จ้างรพินทร์นำทางตามหา
           "ไม่ใช่ครับ กระสุนนี้เพิ่งถูกยิงเมื่อคืนหรือเมื่อเช้านี้เองครับ" รพินทร์ตอบ
           "แสดงว่า ยังมีกลุ่มคน เหมือนพวกเราอีกคณะหนึ่ง อยู่แถวนี้ในระยะห่างไม่เกินครึ่งวัน"
เชษฐาคาดคะเน
           "ครับ เราอาจจะได้เจอกับเพื่อนมนุษย์อีกคณะหนึ่งครับ แต่จะมีกี่คนนั้นผมขอเวลาพวก
ผมตรวจดูร่องรอยแถวๆนี้ก่อนนะครับ" รพินทร์พูดจบก็โบกไม้โบกมือเรียกลูกน้องมาอธิบาย แล้วแยก
ย้ายกันตรวจตราอย่างละเอียดทันที
           "พรานใหญ่มาดูตรงนี้หน่อย ผมว่าคนพวกนั้นเจอเหมือนเราเมื่อคืนนี้" เกิดเรียก
           รพินทร์เข้าไปดูตามที่เกิดเรียก เขาก็เห็นกองกระดูกกระจัดกระจายเต็มไปหมด กลิ่นคาว
เลือดคละคลุ้ง
           "พวกเขาตายกันแล้วเหรอ เศษกระดูกกระจายเต็มไปหมด" ดารินซึ่งตามรพินทร์มา เอ่ย
ขึ้น
           "ไม่ใช่กระดูกคนหรอกครับ มันเป็นกระดูกหมาป่านะครับคุณหญิง เป็นอย่างที่เกิดคิด
พวกเขาเจอเหตุการณ์เดียวกับเรา พวกเขาสองคนปีนขึ้นไปบนต้นไม้ แล้วยิงลงมาใส่พวกหมาป่าด้าน
ล่าง" รพินทร์ตอบ
           "แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าพวกเขามีกันสองคน แล้วยิงพวกหมาป่าจากบนต้นไม้" ไชยยันถาม
ขึ้นมาบ้าง
           "ผมดูจากรอยรองเท้าที่ย่ำอยู่แถวนี้ครับ และพอจะคาดเดาได้ว่าเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
ส่วนที่พวกเขายิงลงมาจากต้นไม้นั้น หลักฐานอยู่ที่วิถีกระสุนครับ สังเกตุจากกระโหลกของหมาป่ามี
รอยกระสุนที่ด้านบนของกระโหลกแล้วทะลุลงมาด้านล่างเป็นแนวค่อนข้างตรง แสดงว่าผู้ลั่นกระสุนจะ
ต้องอยู่ในที่สูงกว่า และอีกอย่าง มีปลอกกระสุนที่ถูกสลัดออกจากรังเพลิงตกเกลื่อนกราดตามพื้นใต้
ต้นไม้หลายปลอกด้วยกัน" รพินทร์อธิบาย
           "นายรพินทร์ พวกเขาเดินทางต่อไปในเส้นทางที่เรากำลังจะมุ่งหน้าไปครับ รอยเท้า
ชัดเจนมาก ว่าไปกันสองคน มีคนหนึ่งคาดว่าเป็นผู้หญิงต้องเจ็บเท้าซ้าย ส่วนผู้ชายประคองไป คาด
ว่าถ้าเราเดินไปคงจะทันในไม่ช้า ถ้าพวกเขาไม่เดินเบนออกไปเส้นทางอื่น" บุญคำรายงาน
           "ถ้าอย่างนั้นเราก็กินข้าวเที่ยงกันที่ตรงนี้เลย แล้วค่อยออกเดินทางต่อตอนบ่ายโมงก็
แล้วกัน" เชษฐาสั่งการ
           ทุกคนจึงล้อมวงกินอาหารที่เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเช้า พอเสร็จก็พักผ่อนตามร่มไม้แถวๆนั้น
รอเวลาเดินทางกันต่อไป
           ดารินรอจนพวกพรานพื้นเมืองทั้งหลายไปทำธุระส่วนตัวกันเสร็จหมดแล้ว เธอจึงชวนมา
เรียออกไปทำธุระบ้าง แต่มาเรียปฏิเสธ เธอจึงจำต้องไปคนเดียว
           บุญคำที่รอจังหวะอยู่เห็นดังนั้น จึงสะกิดเกิดกับเส่ย ซึ่งทั้งสองก็แวบออกไปทันที ทั้ง
สองอ้อมออกไปอีกทาง แล้วอ้อมวกกลับไปที่ที่คาดว่าดารินทำธุระอยู่ เมื่อไปถึง เกิดก็ตรงเข้าเอามือ
ปิดปากดารินแล้วลากเข้าพุ่มไม้ใหญ่ทันที
           "ไอ้เส่ยมึงถอดกางเกงนายหญิงเร็วๆ ทำเวลาด้วยยิ่งมีน้อยอยู่ เสร็จแล้วเอากางเกงใน
มานี่"
           เส่ยยื่นกางเกงในซึ่งเพิ่งถอนออกจากร่างของดารินด้วยความยากลำบาก เพราะเธอดิ้น
สุดฤทธิ์ให้กับเกิด ซึ่งพอได้ก็ยัดเข้าปากดารินทันที จากนั้นก็ให้เส่ยจับเธอไว้ ส่วนมันก็ถลกเสื้อของ
เธอขึ้นแล้วมันก็แก้ยกทรงออกเอาไปมัดมือทั้งสองข้างของเธอไขว้หลังไว้
           "คราวที่แล้วกูเล่นหีมึงเล่นตูด คราวนี้สลับกัน จำไว้ทำเวลานะโว้ยไม่เกินสิบนาทีต้อง
แตก ฉะนั้นกระเด้าไม่เลี้ยง" เกิดสั่ง
          จากนั้นเส่ยกระชากดารินที่นอนหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่พื้นให้ลุกขึ้น แล้วลากไปที่ต้นไม้
โดยตัวมันยืนพิงต้นไม้ จากนั้นช้อนต้นขาดารินขึ้นแล้วกระดกควยเย็ดรูหีของเธอทันที ส่วนเกิดก็ควัก
ท่อนควยออกมาถุยน้ำลายใส่ฝ่ามือละเลงจนชุ่มลำ จากนั้นมันก็ตรงเข้าแหวกแก้มก้นของดารินเอาน้ำ
ลายป้ายที่รูตูดของเธอแล้วอัดหัวควยยัดเข้ารูตูดอันคับแคบทันที
           พวกมันทั้งสองพยายามกระแทกควยเข้ารูทั้งสองอย่างลำบาก เพราะคับแน่นมาก แต่
พวกมันก็กระแทกจนสำเร็จ บัดนี้ควยทั้งสองดุ้นเข้าไปตุงอยู่ในรูหีและรูตูดเรียบร้อยแล้ว จากนั้นทั้ง
สองก็เริ่มกระเด้าอย่างแรงและเร็ว เพื่อให้น้ำควยออกเร็วๆ
           ดารินเจ็บปวดจนน้ำตาเล็ดไหลอาบสองแก้ม เป็นการถูกเย็ดที่ทรมานมากกว่าทุกครั้งที่
ผ่านมา เพราะไม่มีการเล้าโลมใดๆทั้งสิ้น เธอพยายามส่งเสียงร้อง แต่ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกไป
เลย เธอจึงได้แต่สะบัดหัวไปมาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
           "โอ้ยยย ซื้ดสสส คับแน่นไปหมดทั้งรู อร่อยควยจริงๆ ซื้ดสสส รูหีนายหญิงเย็ดโคตร
มันส์ ซื้ดสส รูตูดเป็นไงบ้างพี่เกิด" เส่ยเพ้อ แต่เอวก็เด้าไม่หยุด
           "รูตูดเยี่ยมกว่ารูหีอีก ซื้ดสสสส แน่นหนึบหนับรัดควยกูแทบขาดแนะ อู้ยยย ซื้ดสสส
นมก็นุ่มนิ่มเด้งมือ บีบมันส์มือมาก อู้ววววซิ้ดสสส อ้าวววอ้ืบๆๆๆ ซื้ดสสส รีบๆเด้าเฮ้ย ทำเวลา เดื๋ยว
มีใครสงสัย ออกมาตาม ซื้ดสสสส" เกิดกระเด้าควยไป มือมันก็บีบเค้นนมทั้งสองเต้าของดารินจนเนื้อ
นมเล็ดออกมาตามง่ามนิ้ว
           "ซื้ดสสส พี่เกิดเอานมให้ฉันข้างหนึ่งสิ ฉันเปรี้ยวปากอยากกินหนองโพ ซื้ดสสส อู้ยย
ขาวอวบไปหมด ซื้ดสส อ้าวอุ้บ"
            พวกมันทั้งเย็ดทั้งดูดนมดารินอย่างตะกลุมตะกลามตายอดตายอยาก ไม่สนใจเธอเลย
ว่ารู้สึกอย่างไร
            ดารินเจ็บแสบไปหมดทั้งสองร่องรู เธอรู้สึกว่ากำลังถูกข่มขื่นอย่างแท้จริง มันเจ็บปวด
รวดร้าวจนเหมือนร่างกายจะปริขาดออกจากกัน เธอคิดแต่ว่าเมื่อไหร่พวกมันจะเสร็จน้ำแตกซักที เธอ
ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ที่พอโดนเย็ดไปสักพักเธอก็จะรู้สึกเสียวมีอารมณ์ร่วม
แต่ครั้งนี้มีแต่ความเจ็บปวดเท่านั้น เธอร้องสุดเสียง แต่ก็ไม่เสียงออกไป เธอสงสารตัวเองเหลือเกินที่
ต้องมารองรับอารมณ์ใคร่ของพวกนี้ แม้ในยามนี้ซึ่งเป็นตอนกลางวันพวกมันก็ไม่เว้น พวกมันเห็นเธอ
เป็นตัวอะไรกันนี่ หรือเป็นเพียงที่ระบายความใคร่ของพวกมันเท่านั้น
            "ซื้ดสสส มันส์หัวควย อู้ยยย หีดูดดีจริงๆ ซื้ดสส พี่เกิดใกล้เสร็จยัง ฉันจะแตกแล้ว รู
หีมันดูดควยกูสุดๆ ซื้ดสส" เส่ยถามขึ้น เอวก็เร่งกระเด้าอย่างแรง เพราะน้ำควยมันใกล้จะแตกเต็มทน
            "กูก็กำลังจะแตกแล้ว ซื้ดสสส นายหญิงมันส์มั้ย เฮ้ย นายหญิงไม่ยอมตอบวะ ซื้ดสส
แต่คงมันส์น่าดู เสียวจนน้ำตาไหลเลย อึบๆๆๆ ซื้ดสสส"
            ทั้งสองเร่งกระเด้า น้ำควยของพวกมันใกล้แตกแล้ว อาจเป็นเพราะว่าพวกมันเงี่ยนง่าน
มาหลายวัน พอมีโอกาสก็โหมกระเด้าแบบไม่เลี้ยง จึงทำให้พวกมันเสียวจนทนจะไม่ไหว
            แล้วพวกมันก็กระเด้ากันเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งสองต่างอัดควยฉีดน้ำเชื้อเข้าไปในร่างของ
ดาริน แล้วรีบชักควยออกเก็บเข้าที่เข้าทาง ทิ้งร่างดารินที่เจ็บจนหมดเรี่ยวหมดแรงทรุดลงกองกับพื้น
น้ำควยของพวกมันไหลย้อนออกมาเลอะตามซอกขาของเธอไปทั่ว
            "เดี๋ยวผมจะแต่งตัวให้แต่นายหญิงห้ามร้องให้พวกนั้นได้ยินนะ ไม่งั้นนายหญิงจะตาย
เป็นศพแรกและตามด้วยนายจ้างทั้งหมด ได้ยินมั้ย" เกิดขู่
            ดารินได้แต่พยักหน้าทั้งน้ำตา พวกนั้นถึงได้แก้ยกทรงที่มัดมือเธออยู่ออก เธอจึงล้วง
เอากางเกงในออกจากปากแล้วทำการแต่งตัว โดยมีพวกนั้นช่วยจนเสร็จ จากนั้นพวกมันก็พยุงเธอออก
จากพุ่มไม้ แล้วพาเดินไปที่กลุ่มทันที
            "นายหญิงอย่ามีพิรุธนะ น้ำตาก็เช็ดให้เรียบร้อยด้วย ถ้าถูกถามว่าทำไมหายไปนานก็
แก้ตัวดีๆล่ะ เอาล่ะพวกผมส่งแค่นี้ วันนี้พวกผมมีความสุขมาก ขอบคุณครับ" เกิดพูดจบก็ชักชวนเส่ย
เดินแยกไปอีกทาง
            ดารินเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับพี่ชายของเธอซึ่งกำลังพูดคุยอยู่กับรพินทร์ พอเห็นเธอเดิน
เข้าไป เชษฐาก็พูดขึ้นว่า
            "หายไปไหนเป็นนานสองนาน นี่กำลังว่าจะไปตามหาพอดี ทำไมต้องทำให้เป็นห่วงอยู่
เรื่อย"
            "น้อยทำธุระส่วนตัวนานไปหน่อยคะ ขอพักซักครู่นะคะ จะเริ่มเดินทางตอนไหนก็เรียก
ละกัน" จากนั้นเธอก็นอนลงที่โคนต้นไม้หลับตาลง
            ดารินคิดอย่างเศร้าใจว่า เธอจะต้องตกเป็นที่รองรับอารมณ์ของพวกนั้นอีกนานเท่าไหร่
และเมื่อไหร่พวกมันจะยอมปล่อยเธอ หรือเธอจะบอกเรื่องนี้กับรพินทร์ดี ให้เขาจัดการกับคนของเขา
เธอไม่น่าคิดผิดเลยที่ปล่อยเหตุการณ์ให้ล่วงเลยผ่านมาถึงทุกวันนี้ แต่ถ้าบอกรพินทร์ แล้วเขาจะยอม
รับเธอได้หรือ ถ้าเขายอมรับไม่ได้ เธอก็จะต้องสูญเสียคนที่เธอรักที่สุดไป ซึ่งเธอก็ยอมไม่ได้ เธอไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี โอ้แล้วนี่เธอจะทำอย่างไรหนอ
            เชษฐาเห็นน้องสาวนอนหลับตานิ่ง ก็เลยคิดว่าเธอคงอ่อนเพลียจากการเดินทางมาก
จึงปล่อยให้เธอนอนโดยไม่เรียก ทั้งๆที่ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางต่อแล้ว เขาว่าจะให้เวลาเธออีกสักยี่
สิบนาที เขาจึงหันไปคุยกับรพินทร์ต่อ
            ส่วนเกิดกับเส่ยเมื่อเดินกลับเข้ามาก็เข้าไปกระซิบข้างบุญคำ
            "สุดยอดเลยลุงคำ มันส์สุดๆ พวกฉันสบายตัวไปเลย นายหญิงนี่สุดยอดไปเลยฉันกับ
ไอ้เส่ยล่อที่เดียวสองรูเพื่อไม่ให้เสียเวลา ฟิตสุดๆ เมือ่ไหร่จะมีเวลาเย็ดนานๆนะ คงจะมันส์กว่านี้เยอะ
ลุงคำหาโอกาสหน่อยสิ"
            "เรื่องเวลามากๆคงยากวะ ตอนนี้ก็ตอดเล็กตอดน้อยไปก่อนแล้วกัน นี่ความจริงหลัง
จากวันนั้นที่พวกเรารุมนายหญิงแล้ว ข้าเองยังไม่มีโอกาสเย็ดอีกเลย นี่เพราะรักพวกเอ็งหรอกนะ วัน
นี้ข้าเลยเสียสละให้ ไม่งั้นข้าไปฟาดคนเดียวแล้ว สำนึกพระคุณกันมั่ง"
           "พวกฉันก็ได้แต่อาศัยลุงคำนี่แหละ ขอบคุณมากที่ให้โอกาส แต่ถ้ามีจังหวะช่วยชี้ช่อง
ให้พวกฉันได้ฟาดนายแหม่มด้วยจะไม่ลืมพระคุณไปตลอดชีวิตเลย" เส่ยพูดบ้าง
           "เออ ถ้าเวลานั้นมาถึง ข้าจะบอก แต่ร่องรอยที่พบวันนี้ พวกเราอาจได้กระหรี่เพิ่มอีกคน
ก็ได้นะโว้ย ไม่รู้หน้าตาเป็นยังไง ได้สักครึ่งนายหญิงก็ยังดี เดินป่าเที่ยวนี้คุ้มจริงๆ"
           "นั่นมันเรื่องข้างหน้ายังไม่รู้เลยว่าจะเจอมั้ย แต่ฉันเคยได้ยินว่าลุงคำสามารถเรียกนางไม้
มาเย็ดได้นะจริงมั้ย ฉันว่าจะถามนานแล้วแต่ลืม" เกิดถาม
           "พูดแล้วจะหาว่าคุย ข้าเรียกมาเย็ดไม่รู้กี่ตัวแล้ว มึงเอ้ยมีแต่งามๆทั้งนั้น ขอให้เจอเถอะ
ข้าจะเรียกมาขี่ต่างควายให้พวกแกดู"
           "แล้วพวกฉันล่ะจะได้มีส่วนแบ่งบ้างเปล่า" เส่ยพูดขึ้นบ้าง
           "ถ้ากูสั่งให้ไปเย็ดกับใคร นังพวกนั้นไม่กล้าหือหรอก เอาไว้ถ้าเจอแล้วข้าจะเรียกมาเต้น
จ้ำบ้ะให้พวกแกดู เฮ้ยเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ นายรพินทร์เรียกเตรียมตัวแล้ว นี่นายหญิงจะเดินไหวมั้ย
ถูกพวกแกอัดซะน่วมนอนแผ่แบบนั้น"
           "เดินไม่ไหว ให้ฉันแบกไปก็ได้ ถ้าพี่ชายเขาอนุญาตนะ นุ่มนิ่มไปทั้งตัว แบกทั้งวันก็ยัง
ได้" เกิดพูดอย่าคะนอง
           เมื่อเชษฐาเรียก ดารินจึงสลึมสลือลุกขึ้น เธอต้องเซเสียหลักไปข้างหน้าจนต้องคว้าจับ
ต้นไม้ยึดไว้ไม่ให้ล้ม เธอเจ็บที่หว่างขาระบมไปหมดจนแทบก้าวเท้าไม่ออก พวกนั้นทำกับเธอเจ็บแสบ
นัก
           "น้อยเธอเป็นอะไรดูเหมือนเธอจะยืนไม่ค่อยอยู่ เดินไหวมั้ย" มาเรียเห็นอาการของดาริน
จึงเข้ามาประคองแล้วถามด้วยความเป็นห่วง
           "ไม่มีอะไรหรอก ฉันเจ็บสะโพกนิดหน่อย เมื่อกี้ฉันเดินสะดุดไม้ล้ม สะโพกกระแทกพื้น
พอมานอนลงเลยรู้สึกระบม คิดว่าค่อยๆเดินเดี๋ยวก็หาย ไม่ต้องห่วงไปกันเหอะ" ดารินตอบ แล้วฝืนใจ
เดินออกไป
           "รพินทร์ๆ เดินช้าหน่อยนะ น้อยเจ็บสะโพก เดินไม่ค่อยไหว" มาเรียตะโกนบอกรพินทร์
ที่กำลังเดินนำหน้าออกไป ซึ่งพอเขาได้ยินก็เดินย้อนกลับมาหาดารินทันทีด้วยความเป็นห่วง
           "เป็นยังไงบ้างครับคุณหญิงไหวมั้ย ถ้าไม่ไหวเราพักกันอีกสักครู่ก็ได้นะครับ"
           "นั่นสิ น้อยเป็นอะไรทำไมไม่บอก เราก็ไม่ได้รับร้อนเท่าไหร่ พักสักครู่ดีกว่า เผื่ออาการ
จะดีขึ้น" ไชยยันพูดขึ้น หลังจากฟังมาเรียเล่าสาเหตุที่ทำให้ดารินเจ็บสะโพกแล้ว
           "ไม่ต้องพักต่อ เดินทางได้ ฉันบอกว่าไหวก็ต้องไหว อย่าลืมนะว่าฉันเป็นหมอ ฉันรู้ดีว่า
จะต้องทำอย่างไง หรือเธอจะรู้ดีกว่าฉัน" ดารินพูดด้วยความหงุดหงิด เมื่อรู้สึกว่าตัวเองจะเป็นตัวถ่วง
ของคณะ "รพินทร์คุณเดินให้ช้าหน่อย ฉันเช่ืีอว่าพอเดินไปสักพักอาการจะดีขึ้นเอง ไป อย่าเสียเวลา
อีกเลย"
           "ไปกันเถอะรพินทร์ เดินช้าๆหน่อยก็แล้วกัน เจ้าตัวบอกว่าไหวก็คงจะไปไหวจริงๆ แต่
ถ้าไม่ไหว ก็ต้องบอกกันนะ อย่าฝืน" เชษฐาสรุป
           ดังนั้นรพินทร์จึงเริ่มออกเดินนำ เขาเดินไม่เร็วมากนักและยังหมั่นหันกลับไปมองแม่ดอก
ฟ้าของเขาบ่อยๆ แต่เมื่อเห็นว่าการเดินของเธอเริ่มคล่องขึ้น เขาก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิด ซึ่งก็ยังช้า
กว่าปกติมากพอสมควร
           บุคคลปริศนาสองคนที่คณะของรพินทร์พบร่องรอย ก็ยังคงทิ้งร่องรอยให้เห็นตลอดเส้น
ทาง มิได้เบนออกจากเส้นทางเดินที่คณะของรพินทร์กำลังมุ่งหน้าไปเลย ราวกับว่ามีจุดหมายที่เดียว
กัน ซึ่งจากร่องรอยก็แสดงให้เห็นว่า ระยะห่างของทั้งสองกลุ่มกระชั้นใกล้เข้าไปทุกที เพราะบุคคลทั้ง
สองเดินทางอย่างช้าๆและพักบ่อยมากเนื่องจากหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บอยู่
           ตลอดการเดินทางในช่วงบ่ายนี้ รพินทร์สั่งคนของเขาว่า ถ้าพบสิ่งใดที่พอจะเป็นอาหาร
ได้ให้ยิงหรือเก็บตุ่นทันทีไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งพวกนั้นก็สอดส่ายสายตาหา และทำตามคำสั่งของเขา
อย่างเต็มที่ จึงหมดห่วงเรื่องอาหารไปเปาะหนึ่ง แต่ยังเหลือเรื่องที่รพินทร์หนักใจเป็นที่สุดก็คือน้ำสะ
อาดที่จะใช้ดื่มกิน ซึ่งยังไม่มีวี่แววเลย
            ในช่วงแรกดารินกัดฟันเดินไปด้วยความยากลำบาก เธอเจ็บที่หีและตูดมาก แต่พอเดิน
ไปได้ช่วงหนึ่ง อาการก็ค่อยๆดีขึ้นอาจเป็นเพราะมันชาก็ได้ เธอคิดว่าคืนนี้มันคงระบมมากแต่เธอก็ต้อง
พยายามเก็บอาการไว้ ไม่งั้นคนอื่นจะต้องสงสัยขอดูแน่ๆโดยเฉพาะมาเรียที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน คง
ต้องของเปิดดูสะโพกเธอ ซึ่งเธอยอมไม่ได้ เพราะสะโพกไมได้เป็นอะไรเลย เดี๋ยวความจะแตก เธอ
ต้องทำทีว่าค่อยยังชั่วแล้ว
            คณะเดินทาง เดินไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ มาเรียคอยดูและประคองดารินตลอด มีหลายครั้ง
ที่ดารินก้าวเท้าพลาดแล้วเซ มาเรียจะรีบเข้าประคองเธอทันที จนบางครั้งแทบล้มลงไปทั้งสองคน
            ไชยยันทนดูไม่ได้ จึงเดินเข้าไปขนาบข้างดารินอีกคนเพื่อคอยช่วยเหลือในบางครั้ง
            "รพินทร์เดินช้ากว่านี้หน่อย อย่าลืมว่าน้อยยังเจ็บอยู่" ไชยยันตะโกนบอก
            "ครับ ขอโทษคุณหญิงด้วยครับ พอดีผมใจร้อนไปหน่อย ร่องรอยสองคนนั้นกระชั้น
เข้าไปทุกทีแล้ว ผมเลยลืมตัวเดินเร็วไปนิด ต้องขอโทษด้วยครับ" รพินทร์ตะโกนตอบมา
            คณะเดินทางต่อไปตามแนวเขาที่มีหินโพล่งอกขึ้นมาจากพื้นดิน ใหญ่บ้างเล็กบ้างสลับ
แซมด้วยต้นไม้ไม่ใหญ่มากนัก คงเป็นเพราะว่าใต้ดินเต็มไปด้วยชั้นหิน ต้นไม้จึงไม่สามารถเจริญเติบโต
ได้ดีนัก รพินทร์พาทั้งหมดเดินลัดเลาะไปมาระหว่างก้อนหินใหญ่เหล่านั้น สภาพภูมิประเทศเริ่มแห้ง
แร้ง ต้นไม้มีน้อยลง จะเป็นพงหญ้าแห้งปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไป ความหวังที่จะพบแหล่งน้ำของรพินทร์
หริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ สัตว์ป่าไม่มีปรากฎให้เห็นเลย มีแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยพอมีเห็นอยู่บ้าง
             "ปัง"
          ทั้งคณะสะดุ้งขึ้นสุดตัว เมื่อได้ยินเสียงดังคล้ายเสียงปืน
             "เสียงไรเฟิ้ลใช่มั้ยรพินทร์ รู้สึกจะดังอยู่ใกล้ๆเรานี่เอง" เชษฐาถามขึ้น
             "ครับเสียงปืนไรเฟิ้ล ดังอยู่ข้างหน้าเราห่างไปไม่เกินสองร้อยเมตรนี่เอง" รพินทร์ตอบ
             "งั้นก็คงจะเป็นสองคนนั้นนั่นเอง คงจะยิงอะไรซักอย่างเพื่อเป็นอาหาร" ไชยยันแสดง
ความคิดเห็น
             "เราควรส่งสัญญานให้เขารู้มั้ย ว่าเรากำลังตามพวกเขาอยู่" มาเรียพูด
             "ครับ ควรให้เขารู้ครับ ไม่งั้นพอเราโพล่ไปกระทันหันอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ คุณ
ไชยยันช่วยใช้ปืนสั้นยิงขึ้นฟ้าสักสองนัดสิครับ ดูว่าพวกเขาจะยิงส่งสัญญานตอบมาหรือไม่"
             ไชยยันจึงชักปืนสั้นขึ้นมายิงขึ้นฟ้าไปสองนัด เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงปืนยิงตอบมา
สองนัดเช่นเดียวกัน
             "เป็นอันว่าพวกเขารับรู้แล้ว ผมว่าเรารีบไปหาพวกเขากันดีกว่า ผมล่ะดีใจจริงๆ ที่เรา
จะได้พบกับมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งในป่านรกดำนี่" เชษฐากล่าวขึ้น
             รพินทร์นำทั้งหมดเดินทางต่อทันที เพียงไม่ถึงสิบนาทีพวกเขาก็พบกับบุคคลปริศนา
สองคนนั้น ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนก้อนหินเตี้ยๆ ทั้งสองมองมาที่ที่คณะของรพินทร์ด้วยสีหน้างงๆแต่ก็เจือ
ด้วยความยินดี
             "สวัสดีครับ ดูจากลักษณะแล้วคุณน่าจะเป็นคนไทยใช่มั้ยครับ" รพินทร์กล่าวทักทาย
ทันทีที่เดินมาถึง
             "สวัสดีครับ ใช่ครับผมเป็นคนไทย แต่เพื่อนร่วมทางของผมเป็นอเมริกัน แต่เธอพูด
ภาษาไทยได้ครับ ผมแปลกใจมากที่พบกับคณะของคุณท่ามกลางป่านรกนี่" ชายแปลกหน้าทักทาย
กลับ
             "ผมชื่อรพินทร์ ไพรวัลย์ เป็นพรานนำของคณะเดินทางนี้ครับ ยินดีมากเช่นกันที่ได้
พบกับพวกคุณ" รพินทร์แนะนำตัวเอง
             "ผมพันตรีเชิดวุธ ไกรรณยุทธ ส่วนสุภาพสตรีท่านนี้ชื่อ คริสติน่า กรูบิล ครับ" เชิด
วุธแนะนำตัว
            เชษฐาเข้าไปจับมือกับเชิดวุธพร้อมกับแนะนำตัวเอง และแนะนำทุกคนที่เหลือให้กับ
เชิดวุธ และคริสติน่าได้รู้จัก ซึ่งทุกคนก็ต่างแสดงความยินดีที่ได้พบกันท่ามกลางป่าดงดิบหลงสำรวจ
นี้กันถ้วนหน้า
            ปาดแรกที่รพินทร์เห็นคริสติน่า กรูบิล เขาก็ดูออกว่าเธอคงไม่ใช่สายเลือดอเมริกันแท้
น่าจะมีสายเลือดของชาวเอเชียผสมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ใบหน้าของเธอจัดว่าสวยมาก ไม่แพ้แม่ดอก
ฟ้าดารินของเขาเลย สีผมน้ำตาลเข้มจนเกือบดำยาวลงไปถึงกลางหลัง ใบหน้ารูปไข่ นัยตาคมโต ไม่
ว่าปากคอคิ้วคาง ช่างเหมาะเจาะสวยซึ้ง แต่แฝงไปด้วยความลึกลับดูน่าค้นหา รูปร่างโดยรวมดูดีสม
ส่วน ตัวไม่ใหญ่ขนาดส่วนสูงน่าจะไล่เลี่ยกับมาเรียซึ่งค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับชาวตะวันตกโดยทั่วไป
หน้าอกไม่ใหญ่เท่ามาเรียแต่ก็ดูดีเหมาะสมกับรูปร่างของเธอ ซึ่งรพินทร์สรุปโดยคร่าวๆว่า ทั่งดารินกับ
มาเรียที่จัดว่าสวยมาก ยังกินเธอไม่ลงเลย แม่คริสติน่า กรูบิล
            ส่วนเชิดวุธมีรูปร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทย ร่างกายหนาบึกบึนสมเป็นชายชาติ
ทหาร ใบหน้าจัดว่าหล่อเข้ม ผิวสองสี ดูจะรวยอารมณ์ขันเพราะยิ้มแย้มตลอดเวลา แต่ดูจากท่าทาง
ของเขาที่มีต่อคริสติน่าแล้ว ก็ชวนให้คิดว่าทั้งคู่น่าจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันอยู่ เพราะเชิดวุธดูอนาทร
คอยเท็คแคร์ประคับประคองคริสติน่าตลอดเวลา แต่คริสติน่ากลับมีปฏิกิริยาตรงข้าม เธอดูไม่ค่อยให้
ความสำคัญกับเชิดวุธเท่าไหร่
            "พวกคุณมาทำอะไรในป่าลึกหลงสำรวจนี่ แล้วทำไมถึงไม่มีอุปกรณ์สัมภาระเลยนอก
จากปืนประจำตัว" ไชยยันถาม
            เชิดวุธหันไปมองหน้าคริสติน่า เหมือนกับจะปรึกษา แล้วจึงหันกลับมาตอบไชยยัน
            "พวกเรามากันหลายคนครับ แต่เกิดเหตุร้ายขึ้นกับคณะของเรา ผมกับคริสหนีมาได้
กันสองคน ส่วนคนอื่นที่เหลือยังไม่ทราบชะตากรรมเลย คณะของพวกเราเดินทางมาสำรวจทางด้าน
ธรณีวิทยา และพืชพันธุ์ไม้ในป่าเขตร้อนครับ"
            "แล้วมีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้นกับคณะของคุณคะ" ดารินถามขึ้นบ้าง
            "ตอนกลางดึกเมื่อสองวันก่อน ขณะที่พวกเรากำลังนอนหลับอยู่ มีช้างป่าโขลงหนึ่ง
บุกเข้าแค้มป์เรา พวกมันทำร้ายเหยียบทำลายข้าวของ พวกเราไม่ทันตั้งตัว ผมเห็นกับตาว่ามันเหยียบ
พรานนำทางของเราเละติดดินเลย ผมไม่รู้จะทำยังไงจึงคว้ามือคริสฉุดให้วิ่งหนีกระเซอะกระเซิงมาทาง
นี้ เราวิ่งหนีพวกมันก็ไล่ตาม จนผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ พวกมันถึงได้ยอมปล่อยไม่ตามเราอีก แต่ก็ยังไม่
พ้นเราสองคนยังผจญกับฝูงหมาป่าเข้าอีก นี่คริสก็โดนมันกัดเข้าที่น่อง ถ้าเราหนีขึ้นต้นไม้ไม่ทัน คงจะ
เป็นอาหารของพวกมันไปแล้ว หลังจากที่พวกหมาป่าไปแล้ว เราเลยปรึกษากันว่าจะเดินยัอนกลับไปที่
แค้มป์เผื่อจะเจอกับพวกของเราที่รอดชีวิตบ้าง และคริสก็กำลังต้องการยา แผลของเธอน่าเป็นห่วงถ้า
รักษาไม่ทันอาจจะอักเสบรุกลาม และที่กลัวที่สุดคือเชื้อบาทยักครับ" เชิดวุธเล่า
            "แค้มป์ของคุณอยู่ทางด้านไหน แล้วห่างจากจุดนี้ไกลมากมั้ยครับ" รพินทร์สอบถาม
            "ลงจากเขาลูกนี้แหละครับ คิดว่าเดินจากจุดนี้คงจะไปถึงราวค่ำๆ" เชิดวุธตอบ
            "ขอฉันดูบาดแผลให้นะคะ ฉันเป็นแพทย์" ดารินเข้าไปถามคริสติน่า
            "เชิญคะ ดีเหลือเกิน ฉันกำลังเจ็บระบมมาก" คริสติน่าตอบพร้อมกับแก้ผ้าพันแผลที่ขา
ของเธอออก
            รอยแผลเห็นเป็นรอยเขี้ยวสี่รูชัดเจน คงโดนกัดเข้าเต็มเขี้ยว มีอาการบวมเขียวที่รอบๆ
แผลเล็กน้อย
            "แผลสะอาดดีคะ แต่ยังไงก็ต้องล้างอีก เดี๋ยวฉันจะทำให้นะคะ" ดารินทำการล้างแผล
ทันที พอเสร็จก็ฉีดยาแก้ปวดและกันอักเสบให้กับคริสติน่า
            ในระหว่างที่ดารินทำการรักษานั้น คริสติน่าซึ่งนั่งอยู่บนก้อนหินก็ก้มตัวลงมองดูการทำ
แผลของดารินตลอดเวลา เสื้อเดินป่าของเธอที่คอค่อนข้างกว้าง ก็เผยออ้าจนมองเข้าไปเห็นเต้านม
ขาวอวบเบียดกันอยู่จนเกือบหมดเต้า
            "ไอ้จันมึงดูนมแหม่มคริสติน่าสิวะ ขาวอวบน่าบีบขยี้จริงๆ กูภาวนาให้สองคนนี่เดินทาง
ไปกับเราด้วย กูจะได้เสยอีกคน มึงเอ้ย นายหญิงที่กูว่าสุดยอดแล้ว ยังเฉือนแหม่มคริสไม่ลงเลย ผับ
ผ่าสิ! มึงเอ้ย ถ้ามีโอกาสกูจะเอาให้ครางไม่หยุดเลย" บุญคำกระซิบพร้อมกับมองเต้านมคริสติน่าจนตา
แทบถลนออกมา
           "แต่ฉันก็ยังถือหางทางนายหญิงอยู่ดี ฉันว่าไม่มีใครที่มีรูสวรรค์สุดยอดเท่านายหญิงอีก
แล้ว ดูสิตอนที่คุกเข่าทำแผลให้แหม่มคริส ก้นนายหญิงส่ายไปส่ายมาล่อเป้าเหลือเกิน ฉันนึกภาพ
ออกเลยว่าถ้านายหญิงไม่ได้ใส่กางเกง พูหีนายหญิงจะแย้มปลิ้นล่อควยขนาดไหน อู้ยย ซื้ดสส คิด
แล้วควยฉันแข็งเป็กเลย" จันพูด
           "เออวะ อาจจะจริงของแก แต่ถ้ามีของใหม่ขัาก็อยากลองว่ะ ยิ่งรูปร่างอ้อนอย่างนี่ข้า
ยิ่งอยากลอง ส่วนนายหญิงนะของตายโว้ยเรียกมาเย็ดเมื่อไหร่ก็ได้ พูดแล้วอารมณ์หื่นข้าขึ้นเลย"
           ขณะที่บุญคำกำลังหื่นขึ้น พวกรพินทร์ก็คุยกับเชิดวุธไปเรื่อยๆ
           "พวกเราก็มีแผนว่าจะไปพักค้างคืนที่บนไหล่เขานั่นพอดี เลยขอเชิญคุณทั้งสองไปกับ
เราด้วย มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน" เชษฐาชักชวน
           "ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ผมก็กำลังมืดแปดด้านเลย ตอนนี้ขาดแคลนไปทุกอย่าง ไม่ว่าจะ
เป็นอาหาร น้ำดื่ม กระสุน และยา นี่ก็ว่าจะไปดูว่ามีอะไรหลงเหลือพอจะใช้ได้บ้าง ผมหมายถึงจะไปดู
ที่แค้มป์น่ะครับ ว่าพวกช้างป่ามันเหลืออะไรไว้ให้มั่ง โดยเฉพาะเรื่องใหญ่คือน้ำดื่ม ที่ใกล้แค้มป์มีแอ่ง
น้ำขนาดเล็กอยู่แอ่งหนึ่ง น้ำสะอาดพอที่จะดื่มได้ ผมกับคริสมีน้ำแค่ในกระติกติดเอวเท่านั้น ตอนก็ใกล้
จะหมดเต็มที" เชิดวุธกล่าว
           "เป็นข่าวดีมากครับ ทางเราก็กำลังมีปัญหาเรื่องน้ำดื่มเหมือนกัน แต่วันนี้เราคงไปไม่ถึง
แอ่งน้ำนั้น อย่างดีก็คงจะเดินไปถึงแค่ไหล่เขานั่นเท่านั้น แต่ไม่เป็นไร ผมจะให้คนของผมเดินไปนำน้ำ
มาก่อน แต่ผมยังติดใจเรื่องช้างป่า คุณแน่ใจหรือครับว่าพวกมันไปทางอื่นกันแล้ว" รพินทร์ถาม
           "ผมก็ไม่มั่นใจนักหรอกครับ แต่ที่ต้องเสี่ยงกลับมาก็เพราะมีความจำเป็นอย่างที่บอก ผม
ก็ไม่รู้ทำไมว่าพวกมันถึงบุกเข้าทำร้ายพวกผม แต่ที่รู้คือพวกมันดุร้ายมาก ผิดวิสัยของช้างทั่วไปที่จะ
สงบ และหลีกเลี่ยงถ้าพบเจอมนุษย์" เชิดวุธตอบ
           "ถ้าพวกมันรวมตัวกันเยอะๆ ก็อาจเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ครับ ผมเคยเจอมาเหมือนกัน
แล้วคุณพอจะทราบสาเหตุที่มีสัตว์อพยพหนีกันมากมายขนาดนี้มั้ยครับ" รพินทร์ถาม
           "ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ยังแปลกใจอยู่เลย" เชิดวุธตอบ
           "น้อยจัดการเรื่องแผลของคริสเสร็จแล้ว ผมว่าเราออกเดินทางกันต่อดีมั้ยครับ เดี๋ยวจะ
ค่ำเสียก่อน" เชษฐาเสนอขึ้น
           "ดีครับ คริสคุณไหวมั้ย" เชิดวุธหันไปถามคริสติน่า
           "ไหวสิ ฉันอยากไปถึงแค้มป์เต็มทีแล้ว จะได้รู้ชะตากรรมของพวกที่เหลือ ฉันภาวนาให้
พวกนั้นรอดกันทุกคนเหมือนกับเรา" คริสติน่าพูดด้วยสำเนียงเครียด
           "งั้นเราเริ่มเดินทางกันได้"
           รพินทร์พูดจบเขาก็ออกเดินนำทันที คนอื่นๆก็ถยอยเดินตามเขาไป โดยไชยยันเข้าไป
ช่วยเชิดวุธประคองคริสติน่าเดินตามเชษฐาไป ดารินและมาเรียเดินคล้อยมาด้านหลัง แล้วตามด้วยแง
ซายและกลุ่มพรานพื้นเมือง
           ประมาณห้าโมงเย็น ทั้งหมดก็ขึ้นไปถึงไหล่เขาคอแร้งสำเร็จ รพินทร์สั่งตั้งแค้มป์ แล้ว
ให้แงซายกับคะหยิ่นเดินทางต่อไปเพื่อไปนำน้ำดื่มจากแหล่งน้ำที่เชิดวุธบอก
           ทุกคนกินอาหารตามมีตามเกิดจากสิ่งที่หาได้ในระหว่างทาง หลังจากเสร็จจากอาหารค่ำ
ดารินก็เข้าไปขอดูแผลของคริสติน่า แล้วทำการล้างแผลใส่ยาให้อีกครั้ง
           ประมาณสองทุ่มพวกที่ไปเอาน้ำก็กลับมาพร้อมกับน้ำในกระบอกไม้ไผ่เต็มหลายกระบอก
ซึ่งเพียงพอให้ทั้งหมดดื่มกินในวันพรุ่งนี้ทั้งวัน เมื่อมาถึงแงซายก็เข้าไปสะกิดรพินทร์ชักชวนออกไปคุย
กันที่นอกบริเวณแค้มป์
           "มีปัญหาอะไรเหรอ" รพินทร์ถาม
           "ผมว่าคุณเชิดวุธไม่ได้พูดความจริงกับเราทั้งหมดครับ" แงซายตอบ
           "แกรู้ได้ยังไง ลองอธิบายให้ฉันฟังซิ"
            "หลังจากผมไปเอาน้ำเรียบร้อยแล้ว ผมได้แวะไปที่บริเวณแค้มป์ของคุณเชิดวุธ เห็น
ร่องรอยการบุกของโขลงช้างป่าจริง แค้มป์ถูกทำลายยับเยิน เมื่อผมตรวจอย่างละเอียดก็พบศพที่มี
สภาพแหลกเละเพราะถูกช้างเหยียบนับรวมแล้วได้สิบศพ อยู่กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณแค้มป์ ผม
ตรวจดูแล้วไม่น่าจะมีใครรอดอีกนอกจากสองคนที่เราพบ เพราะโขลงช้างบุกเข้าแค้มป์จากทุกทิศทุก
ทาง จนคณะของคุณเชิดวุธไม่ทันตั้งตัว ที่คุณเชิดวุธพาแหม่มคริสหนีออกมาได้นับว่าโชคช่วยมากๆ
ช้างป่าโขลงนี้อันตรายและน่าพิศวงมาก การบุกของพวกมันเหมือนมีการวางแผนมาอย่างดี ซึ่งผิดวิ
สัยของสัตว์ป่าทั่วไปครับ"
            "เท่าที่ฟังจากที่แกพูด ฉันยังไม่เห็นเหตุผลที่แกบอกว่าคุณเชิดวุธไม่ได้พูดความจริง
กับเราเลย หรือแกยังบอกฉันไม่หมด"
            "ครับ ผมพบกับปืนประจำตัวของสมาชิกคณะบางคน เป็นปืนที่ใช้ในหน่วยสืบราชการ
ล้บของสหรัฐครับ และที่ทำให้สงสัยยิ่งขึ้นก็คือ ผมพบซากชิ้นส่วนที่เดาได้ว่าเป็นวิทยุรับส่งระยะไกล
อาจไปไกลได้ถึงดาวเทียมที่ลอยอยู่ในอวกาศเลย เท่านั้นยังไม่พอผมยังพบเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
ที่ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้สำรวจทางธรณีวิทยาอีกหลายชิ้น อย่างชุดที่เหมือนกับนักบินอวกาศใส่มี
หลายชุดด้วย ผมว่ามันต้องมีอะไรลึกลับที่พวกเขาปิดบังเราอยู่" แงซายรายงาน
            "เอาล่ะ เรื่องนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง ตอนนี้ฉันเป็นห่วงเรื่องเฉพาะหน้าที่เราอาจจะต้อง
เผชิญมากกว่า คือไอ้ช้างป่าโขลงนั้น ถ้ามันจะยังไงๆพิกลอยู่ ฟังจากที่แกเล่าแล้ว มันเป็นโขลงช้างที่
อันตรายมาก ยังไงคืนนี้บอกทุกคนให้ระวังอย่างเต็มที่ด้วย เอาล่ะ ฉันจะไปเคลียร์กับสองคนนั้นก่อน
ไป! กลับเข้าแค้มป์กัน"
            รพินทร์เดินตรงเข้าไปในเต็นท์ของนายจ้างที่มีเชิดวุธกับคริสติน่าอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งพอ
เชษฐาเห็นเขาเดินเข้าไปก็ถามขึ้นทันที
            "เป็นไงพวกนั้นกลับมาแล้วเหรอ เจอน้ำมั้ย"
            "เรื่องน้ำไม่มีปัญหาแล้วครับ ที่ผมเข้ามาก็เพื่อจะรายงานให้ทุกท่านฟังครับ ตอนขา
กลับแงซายได้แวะเข้าที่แค้มป์ของคุณเชิดวุธมาด้วย..." ไม่ทันที่รพินทร์จะพูดต่อ คริสติน่าก็รีบถามเขา
ทันที
            "สภาพแค้มป์เป็นไงบ้าง เจอใครบ้างมั้ยฉันเป็นห่วงทุกคนมาก"
            "ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ แงซายไม่พบใครเลย คณะของคุณเดิน
ทางมากันกี่คนครับ" รพินทร์ถาม
            "พวกผมเดินทางกันมาทั้งหมดสิบสองคนครับ" เชิดวุธตอบ
            "ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องยิ่งแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกว่า ทั้งคณะของคุณ มี
คุณกับคริสรอดกันแค่สองคนครับ เพราะแงซายพบศพทั้งหมดสิบศพด้วยกัน ทั้งหมดอยู่ในสภาพเละ
จนแทบแยกเพศไม่ออก"
            "โอ้พระเจ้า ไม่นะมันไม่ใช่ความจริงใช่มั้ย" คริสติน่าครางแล้วร้องไห้หันไปซบกับไหล่
ของมาเรียที่นั่งอยู่ข้างๆเธอ ส่วนเชิดวุธก็นิ่งขรึมไปทันที
            "ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ" เชษฐาพูดขึ้น
            ทุกคนในเต็นท์ต่างก็เข้าไปแสดงความเสียใจ พร้อมกับปลอบใจกับบุคคลทั้งสอง ส่วน
รพินทร์ก็ยืนรอจนบรรยากาศอันโศกเศร้าดีขึ้นบ้างแล้ว เขาจึงพูดออกไปว่า
            "แล้วคุณทั้งสองจะเอาอย่างไงต่อไปล่ะครับ จะเดินทางกลับหรือจะทำภารกิจต่อไป"
            "ผมเองก็ยังไม่รู้เลย คุณว่ายังไงคริส ทุกคนตายกันหมดแล้ว" เชิดวุธหันไปถามคริสติ
น่า
            "คงต้องไปสำรวจดูที่แค้มป์ก่อน แต่ปัญหาก็คือเราได้สูญเสียพรานนำทางไปด้วย เรา
สองคนคงไม่มีปัญญาที่จะทำงานต่อไปได้หรอก แม้แต่การเดินทางกลับ เรายังไม่รู้ว่าจะกลับกันยังไง
เลย ตอนนี้ฉันงงไปหมดแล้ว" คริสติน่าตอบ
            "คงเหลือทางเดียวแล้วล่ะ คือคุณทั้งสองคนต้องร่วมเดินทางไปกับคณะของเรา" เชษ
ฐาพูดขึ้น
            "แล้วพวกคุณไม่รังเกียจที่จะให้เราเดินทางไปด้วยหรือคะ" คริสติน่าถาม
            "มีแต่ความยินดีครับ ที่เราจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้น" ไชยยันพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
            "ขอย้ำว่าเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะรับคุณทั้งสอง เป็นเพื่อนร่วมตายของพวกเรา
ค่ะ" ดารินพูดขึ้น
            "ถ้าอย่างนั้นเราสองคนก็ขอร่วมเป็นร่วมตายกับพวกคุณครับ" เชิดวุธกล่าวขึ้นใน
ที่สุด เพราะเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดที่ดีกว่านี้อีกแล้ว
            "ขอโทษครับคุณเชิดวุธ ความจริงผมก็ไม่อยากจะพูดในสิ่งที่จะต้องพูดต่อไปนี้นักหรอก
แต่มันก็มีความจำเป็นที่จะต้องพูดและทำความเข้าใจกันให้แน่ชัด เพราะเราจะต้องร่วมเป็นร่วมตายกัน
ตลอดเส้นทางข้างหน้าที่เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ฉะนั้นความไว้วางใจพร้อมจะฝากชีวิตซึ่งกันและ
กันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด..." รพินทร์ไม่ทันพูดจบ ดารินก็แทรกขึ้นมาว่า
            "มีอะไรอีกล่ะ พ่อพรานใหญ่"
            "ผมไม่ทันจะพูดจบคุณหญิงก็แทรกขึ้นมาก่อน คือว่าผมกำลังจะทำความเข้าใจกับคุณ
เชิดวุธและคริส แล้วก็ถามอะไรบ้างสิ่งบ้างอย่างที่แงซายได้ไปพบมาที่แค้มป์ของคุณ" รพินทร์ตอบดา
รินแล้วหันไปพูดกับเชิดวุธ
            "คนของคุณไปพบกับอะไรที่ทำให้คุณสงสัยเหรอครับ" เชิดวุธถามกลับ
            "คือคนของผมไปพบอาวุธปืนที่มีใช้แต่ในหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐเข้าครับ เท่า
นั้นยังไม่พอ แงซายยังพบกับเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ที่ไม่น่าเกี่ยวกับการสำรวจทางธรณี
วิทยา เช่น ชุดป้องกันตัวที่คล้ายกับชุดของนักบินอวกาศ และยังมีวิทยุสื่อสารที่น่าจะติดต่อได้ไกลถึง
ดาวเทียมที่ลอยอยู่ในอวกาศได้ และผมก็ยังสงสัยต่อไปด้วยอีกว่า คุณเชิดวุธที่มียศทางทหารถึงพัน
ตรี ทำไมต้องออกมาสำรวจทางธรณีวิทยาด้วย โปรดชี้แจงและอธิบายให้พวกเราทราบด้วยครับ"
            คำพูดของรพินทร์ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆขึ้นทั้งในกลุ่มนายจ้าง และเชิดวุธกับคริสติน่า
โดยกลุ่มนายจ้างก็มองไปที่เชิดวุธและคริสติน่าด้วยความสงสัย ส่วนเชิดวุธก็หันไปสบตากับคริสติน่า
เป็นเชิงปรึกษา
            "นั่นสิ คุณคงต้องตอบคำถามของรพินทร์แล้วล่ะว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ คณะของเราจะ
เดินทางต่อไปกันได้ ก็ต้องไม่มีความลับต่อกัน เพราะเราต้องฝากชีวิตไว้ซึ่งกันและกัน ว่าไงครับคุณ
เชิดวุธ พวกเรากำลังรอคำอธิบายของคุณทั้งสองอยู่" เชษฐาถามย้ำขึ้นมา
            คริสติน่าผงกหัวให้กับเชิดวุธเป็นเชิงว่าสมควรจะต้องพูดความจริงออกไป เชิดวุธเห็น
ดังนั้นเลยหันไปทางกลุ่มของเชษฐาแล้วพูดขึ้น
            "ก่อนอื่นผมต้องขอโทษเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่ได้พูดความจริงให้ทราบในตอนแรก เพราะที่
พวกผมเดินทางเข้ามาในป่าแห่งนี้ ก็ด้วยเหตุผลลับสุดยอด ที่อาจจะก่อให้เกิดภัยอันตรายร้ายแรงที่สุด
กับประเทศไทยของเราและรวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วย คือผมได้รับคำสั่งลับสุดยอดให้มา
ปฏิบัติงานประสานกับหน่วยงานสืบราชการลับทางทหารของสหรัฐอเมริกา ในการค้นหาเก็บกู้หรือทำ
ลาย หัวระเบิดนิวเคลียร์ขนาดสิบเมตริกตันที่ตกอยู่ในบริเวณป่าข้างหน้านั้น แต่ไม่รู้ว่าอยู่ตำแหน่งไหน
กันแน่..."
            "อะไรกัน หัวรบนิวเคลียร์ขนาดสิบเมตริกตัน บ้าแล้ว มันใหญ่กว่าที่ถล่มฮิโรชิมากับนา
งาซากิอีก โอ้ย นี่ถ้ามันระเบิดขึ้นมา ทั้งไทย พม่า และบางส่วนของจีน ไม่หายไปจากแผนที่โลกหรือ
มันเกิดเหตุการณ์นรกแบบนี้ขึ้นได้ยังไง" ไชยยันโวยวายถามขึ้น
            ก่อนที่เชิดวุธจะเอ่ยปากตอบ คริสติน่าก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า
            "ให้ฉันตอบแทนเชิดวุธจะดีกว่า เพราะฉันมีหน้าที่โดยตรงและรับคำสั่งเชิงบังคับมาจาก
รัฐบาลของฉัน แต่ฉันไม่ใช่คนในหน่วยงาน CIA นะ ฉันเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านนิวเคลียร์
ฟิสิกค์ และฉันก็ได้รับการฝึกอบรมมาบ้างทางด้านการต่อสู้และการใช้ปืน เรื่องราวทั้งหมดมันเกิดจาก
การตกลงระหว่างประเทศ ที่จะร่วมมือการลดและเลิกใช้อาวุธนิวเคลียส์ สำหรับหัวรบลูกนี้ได้ถูกสั่งให้
ปลดประจำการ และถอดออกมาจากฐานปฏิบัติการณ์ลับทางทหาร ซึ่งพวกคุณคงไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอยู่
ที่ไหน ปัญหามันเกิดขึ้นตรงที่เครื่องบินที่บรรทุกหัวรบลูกนี้เพื่อเอากลับประเทศของฉัน เกิดขัดข้อง
และตกลงที่บริเวณป่าแถบนี้ แต่ทางเราไม่สามารถระบุพิกัดที่แน่นอนได้และที่แปลกก็คือเราไม่สามารถ
ตรวจหาสัญญานใดๆได้เลย ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือที่ทันสมัยมีสมรรถภาพสูงที่สุดเท่าที่เรามีทำการสำ
รวจตรวจหา เราก็ไม่สามารถตรวจพบจุดที่เครื่องบินของเราตกได้เลย เราจึงต้องใช้วิธีการค้นหาทาง
ภาคพื้นดินแทน โดยใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญออกเดินค้นหาเป็นจำนวนห้าทีม ซึ่งคณะของฉันก็คือหนึ่งในห้า
ทีมนั้นนั่นเอง ส่วนเครื่องมือรวมทั้งชุดที่คนของพวกคุณพบนั้น ก็เป็นอุปกรณ์ที่จะใช้ปลดชนวนและปก
ป้องจากกัมมันตภาพรังสี เอาล่ะฉันบอกพวกคุณอย่างหมดเปลือกแล้ว คุณมีอะไรสงสัยอีกมั้ยคะ"
            "งั้นคุณก็สามารถติดต่อกับศูนย์บัญชาการของคุณได้ตลอดเวลาสิครับ จากวิทยุของคุณ
แล้วทำไมจะต้องตัดสินใจเดินทางไปกับพวกผมด้วยในเมื่อสามารถเรียกฮอร์มารับพวกคุณกลับไปก็ได้"
รพินทร์ถามด้วยความสงสัย
            "อย่าไปพูดถึงวิทยุนั่นเลยครับ มันใช้ไม่ได้ตั้งแต่เข้ามาในเขตป่านี้แล้วล่ะครับ แต่ไม่
ต้องถามสาเหตุนะครับ เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจเป็นสาเหตุเดียวกันกับที่ทางสหรัฐไม่สามารถ
ตรวจหาตำแหน่งที่แน่นอนของจุดที่หัวรบนรกนั่นตกก็เป็นได้ ในป่านี่สงสัยจะมีอำนาจลึกลับมาบดบัง
สัญญานต่างๆ ที่จะส่งติดต่อไปมาระหว่างภาคพื้นดินกับในอากาศ เอาล่ะ อย่างที่คริสบอก เราสองคน
ได้บอกถึงภารกิจของเราไปหมดแล้ว มันพอจะลบความครางแครงใจที่พวกคุณมีต่อเราสองคนได้หรือ
ยังครับ" เชิดวุธถาม
            "แล้วภารกิจสำคัญนี้ พวกคุณจะยกเลิกเหรอ มันมีความสำคัญมากนะครับ" เชษฐาถาม
            "ตอนนี้ฉันเองก็ยังตกลงใจอะไรไม่ได้ ต้องไปดูว่าอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นในการปลด
ฉนวนหัวรบได้รับความเสียหายมั้ย ถ้ายังดีอยู่เราก็จะนำติดตัวไปด้วย แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องขนาด
และน้ำหนักของมันหรอกนะคะ เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีแบบนี้โดยตรง จึงมีขนาดเล็ก
และเบามาก รวมน้ำหนักแล้วประมาณห้ากิโลกรัมเท่านั้น สำหรับจุดทหัวรบี่มันตกเราก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรง
ไหนอยู่แล้ว ฉันจึงคิดว่าจะติดตามคณะของพวกคุณไป ซึ่งอาจจะพบหรือไม่พบก็ได้ แต่ความจริงแล้ว
ทางหน่วยเหนือฝากความหวังกับกลุ่มของฉันมากที่สุด เพราะเริ่มออกเดินทางในจุดที่ใกล้กับจุดที่หัวรบ
น่าจะตกมากที่สุด แต่ถ้าเราไม่พบก็คงต้องภาวนาให้กลุ่มอื่นพบมันด้วยเถอะ เพราะถึงมันจะไม่ระเบิด
แต่ถ้ามันได้รับความเสียหาย แล้วกัมมันตภาพรังสีเกิดรั่วไหลออกมามันก็จะเป็นอันตรายเป็นอย่างมาก
หรือถ้ามันไม่ระเบิดในตอนนี้ แต่อีกซักสิบปีและเรายังหามันไม่พบ ประเทศของคุณก็จะเหมือนมีระเบิด
เวลาที่พร้อมจะระเบิดทำลายแผ่นดินและประชาชนทั้งหมดของประเทศให้หายไปในพริบตา ตอนนี้คน
ในคณะของฉันก็เหลือเพียงฉันและเชิดวุธ แต่ยังโชคดีที่มาพบกับคณะของพวกคุณ เรายังพอมีความ
หวัง ได้โปรดเถิด ช่วยฉันและประเทศของคุณด้วย ไม่ว่าเป้าหมายในการเดินทางของพวกคุณคืออะ
ไร โปรดบรรจุภารกิจการกู้หัวรบนี้อยู่ในภารกิจหลักของคุณด้วย ฉันขอวิงวอน" คริสติน่ากล่าว
           "เมื่อผมรู้เรื่องทั้งหมดนี้แล้ว ไม่ต้องให้คุณมาวิงวอน ผมก็ยินดีที่จะอ้าแขนรับภารกิจนี้มา
ปฏิบัติ ผมเชื่อว่าไม่ใช่เพียงแต่ผมเท่านั้น ทุกคนในคณะของผมก็ตะหนักถึงหน้าที่ที่จะต้องปกป้องประ
เทศและประชาชนของเรา ผมขอรับปากแทนทุกคนว่าเราจะร่วมมือทุกอย่างเพื่อให้ภารกิจนี้ลุล่วงไป
ถึงเราจะไม่มีความเชี่ยวชาญชำนาญในเรื่องนี้ก็ตาม" เชษฐายืนยัน
           "ขอขอบคุณแทนคนไทยทุกคนนะครับ ที่ทุกท่านยอมเสียสละในภารกิจที่อันตรายยิ่งนี้
แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วง คริสมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นอย่างดี ส่วนผมก็พอจะเป็นลูกมือของเธอได้
เพราะได้รับการอบรมมาบ้างก่อนที่จะเดินทาง ขอให้คณะของคุณเดินทางไปตามเส้นทางเดิมที่เคยตั้ง
ไว้ ซึ่งเท่าที่พูดคุยกันก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเป้าหมายเดียวกันกับคณะของผม ส่วนผมกับคริส
ก็ขอฝากชีวิตไว้กับคณะของคุณด้วย ไม่ต้องห่วง เราสองคนจริงใจเสมอครับ" เชิดวุธกล่าว
           "เมื่อทุกท่านเข้าใจกันแล้ว ผมก็ขอให้ทุกท่านพักผ่อนกันได้ พรุ่งนี้เราจะไปที่แค้มป์ของ
คุณเชิดวุธตรวจดูอีกที แต่ผมขอให้ทุกคนอยู่ในความพร้อมไม่ประมาท เพราะตอนนี้เราอาจอยู่ในพื้นที่
รัศมีการหากินของไอ้ช้างป่าโขลงนั้นก็ได้ เอาล่ะผมขอตัวไปดูแลความเรียบร้อยด้านนอกครับ" พูดจบ
รพินทร์ก็เดินออกไปข้างนอกเต็นท์และส่งสัญญานเรียกทุกคนเข้ามา เมื่อทุกคนเข้ามากันแล้วเขาก็พูด
ขึ้นว่า
           "ตอนนี้คุณเชิดวุธและแหม่มคริสตกลงใจที่จะร่วมเดินทางไปกับพวกเราแล้ว ฉะนั้นฉันจึง
ขอให้ทุกคนช่วยดูแลในทุกเรื่อง โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย ให้เหมือนเป็นนายจ้างของเรา ส่วนแง
ซายไม่ต้องห่วงเรื่องที่เราคุยกันฉันได้เคลียร์กันแล้วต่อหน้านายจ้างของเรา ทั้งสองคนได้พูดความจริง
ให้ฟังแล้ว รายละเอียดเอาไว้มีเวลาฉันจะเล่าให้ทุกคนฟังอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ให้ทุกคนหูไวตาไว เพราะ
เราอาจถูกโจมตีจากช้างป่าโขลงนั้นได้ตลอดเวลา ฉะนั้นเวรยามต่างๆต้องเข้มงวดห้ามเผลอเด็ดขาด
เข้าใจมั้ย เอาล่ะไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อได้ ใครที่ไม่ได้เป็นยามในตอนนี้ก็ให้พักผ่อนกันได้ ฉันก็จะ
ไปนอนเหมือนกัน อ้อ! แล้วใครที่เปลี่ยนกระสุนเป็นลูกปลายเมื่อตอนกลางวัน ให้เปลี่ยนมาเป็นลูกโดด
ด้วย" พูดจบรพินทร์ก็แบกสัมภาระส่วนตัวไปนอนที่ขอบบริเวณแค้มป์ดังที่เคยปฏิบัติมาตลอด
            ส่วนกลุ่มของบุญคำก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พากันเดินแยกไปนอนรวมกลุ่มห่างเต็นท์ของนาย
จ้างไปอีกด้านหนึ่ง
            "ความฝันเริ่มจะเป็นจริงแล้วเว้ย นางฟ้าเสด็จมาให้พวกเราเชยชิมถึงที่อีกองค์นึง อู้ยกู
แทบรอวันนั้นไม่ไหว หุ่นแม่น่าฟัดขนาด เมื่อตอนบ่ายเห็นนมแวบๆใจข้าแทบสลาย มันอวบขาวเต่งตึง
เวลาบีบคงนุ่มมือพิลึก หรือพวกแกว่าไง" บุญคำกระซิบพอได้ยินกันในกลุ่ม
            "ถึงว่าสิลุงคำ อู้ยหุ่นพอดีพอเหมาะ สวยสุดๆเวลาเธอเสียวจนถึงสวรรค์ใบหน้าจะเซ็กส์
ขนาดไหนนะ" เส่ยเพ้อ
            "ฉันว่าโหนกหีต้องใหญ่เย็ดมันส์แน่ๆดูจากเป้ากางเกงก็รู้ โอ้ยไม่รู้ว่าเทียบกับนายหญิง
ได้มั้ย ฉันล่ะอยากพิสูจน์จริงๆ" เกิดแสดงความเห็น
            "แต่ดูๆคุณเชิดวุธแกห่วงอยู่นา สงสัยจะคั่วอยู่ แต่คงยังไม่ได้กินหรอก แหม่มคริสไม่
เห็นสนใจ แต่ฉันเห็นแหม่มคริสจ้องพรานใหญ่ของเราตาเป็งเลย สงสัยจะสนใจนายของเราแน่ๆ ว่า
มั้ยลุงคำ" จันถาม
            "อาจจะเป็นแบบที่แกว่าก็ได้ แต่ไม่รู้ล่ะใครดีใครได้โว้ย นายก็นายเถอะของพรรณ์นี้มัน
มันขึ้นอยู่กับโอกาสและทีเด็ดเว้ย เจอควยไอ้คำเข้าไปรับรองแหม่มคริสไม่มีตาให้ใครหรอก เฮ้ยไอ้คะ
หยิ่นมึงไม่แสดงความคิดเห็นเหรอวะ กูเห็นมึงมองนมแหม่มคริสจนน้ำลายแทบหกออกมา"
            "ฉันไม่มีอะไรจะพูดหรอก ฉันคิดแต่ว่าเมื่อไหร่ถ้ามีโอกาสฉันจะเอาให้ครางอิ๋งๆเลย อู้ย
นางฟ้าอยู่ในคณะเราตั้งสามคน ไม่รู้จะเลือกใครดีเลย เหมามันทั้งสามคนนั้นแหละ" คะหยิ่นพูดจบก็ถูก
บุญคำถีบเข้าให้โครมเบ้อเล้อโทษฐานหมั่นไส้ วงเลยแตก พากันแยกย้ายกันไปนอนในที่ของตน
            และแล้วค่ำคืนนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีเภทภัยอันตรายมาเยือน แต่ก็เป็นคงเป็นเพียง
ชั่วคราว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นได้ในป่านรกแห่งนี้






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น